เด็กจบใหม่ เขียนเรซูเม่ยังไงดี?

Published on November 15, 2018

jitrkarn sakrueangrit

Jitrkarn Sakrueangrit
Content Writer & Marketing Manager

jitrkarn sakrueangrit

Jitrkarn Sakrueangrit
Content Writer & Marketing Manager

ในบทความก่อนหน้าเราได้เรียนรู้การเขียนเรซูเม่สมัยใหม่ ฉบับ Creative Resume กันไปแล้ว มีน้องนักศึกษาหลังไมค์เข้ามาถามแอดมินกันล้นหลามถึงวิธีการเขียนเรซูเม่สำหรับเด็กจบใหม่ เขียนอย่างไรให้ชนะใจกรรมการและได้งานในที่สุด อย่างที่ทราบกันดีว่าเรซูเม่หรือประวิตส่วนตัวมักมุ่งเน้นในการนำเสนอประวัติการทำงาน ทำให้น้องๆ ไม่ทราบว่าควรจะเขียนออกมาในรูปแบบใด เน้นข้อมูลส่วนไหน หรือแม้กระทั่งไม่มีอะไรจะเขียนลงไป รูปแบบที่นำเสนอในบทความนี้นั้นเป็นแบบสากลที่สามารถใช้ได้ทั่วโลก ดูสะอาดและสบายตา ซึ่งประกอบด้วย 4 ส่วนสำคัญ ดังนี้

Part 1 ชื่อและข้อมูลติดต่อ

ส่วนนี้เปรียบเสมือนนามบัตร ที่ประกอบไปด้วย ชื่อ นามสกุล ที่อยู่ และข้อมูลติดต่ออื่นๆ เช่น อีเมล์ เบอร์โทรติดต่อ หรือแพลตฟอร์มที่โชว์ความเป็นมืออาชีพอย่าง LinkedIn ในส่วนของผู้สำเร็จการศึกษาจากสาขาไอที สามารถเพิ่มเติมโปรไฟล์ GitHub เข้ามาได้ในส่วนนี้ โดยทำเป็น Hyperlink ที่สามารถคลิกได้เพื่อความง่ายในการเข้าถึงข้อมูล

Part 2 Personal Statement และประวัติการศึกษา

2.1 Job Objective & Personal Statement
     เริ่มต้นการเขียนด้วยการตั้งหัวข้อที่เป็นจุดประสงค์ในการสมัครงานครั้งนี้ จากตัวอย่างจะเห็นว่าผู้สมัครกำลังมองหาตำแหน่งงาน Guest Service Agent เพื่อย้ำเตือนให้ฝ่ายบุคคลทราบว่าเรากำลังสนใจตำแหน่งใด จากนั้นจึงมาขยายความในอีกย่อหน้าหนึ่งที่เรียกว่า “Personal Statement” โดยสรุปใจความสำคัญทั้งหมดของเรซูเม่ เราเป็นใคร จบจากที่ไหน กำลังมองหาอะไร และมีทักษะใดที่น่าจะส่งเสริมกับการทำงานในตำแหน่งนี้

2.2 ประวัติการศึกษา
     เนื่องจากว่าเราไม่มีประสบการณ์ทำงานมาก่อน จึงต้องหยิบยกการศึกษามานำเสนอในเรซูเม่เป็นลำดับแรก โดยใส่ข้อมูลของสถาบันล่าสุดไปเก่าสุดตามลำดับ รูปแบบการเขียนที่นิยมคือ ชื่อสถาบัน (ปีที่สำเร็จหรือคาดว่าจะสำเร็จการศึกษา) ปริญญาและสาขาที่จบ โดยปิดท้ายด้วยเกรดเฉลี่ย นอกจากนี้ควรไฮไลท์หลักสูตรการเรียนการสอนในคอร์สเรียนที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งงานที่สมัครเพื่อเรียกความสนใจจากฝ่ายบุคคล

อย่าลืมเรียงลำดับเหตุการณ์จากล่าสุดย้อนกลับไปเก่าสุดในการเขียนทุกครั้ง

Part 3 Selling Point

ส่วนที่สามเรียกได้ว่าเป็นจุดขายของเราก็ว่าได้ กิจกรรมและความสนใจ (Activities & Interests) รวมถึงความสำเร็จ (Achievements) และทักษะต่างๆ (Skills) ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงมัธยมศึกษาตอนปลายจนถึงปัจจุบันจะนำมาใส่ในส่วนนี้ที่เปรียบกับแฟ้มสะสมผลงาน ยิ่งกิจกรรม ความสำเร็จ และทักษะมีมาก ฝ่ายบุคคลจะมองเห็นว่าเรามีความรับผิดชอบต่อชีวิตวัยเรียน มีปฏิสัมพันธ์กับสังคม และทักษะที่จำเป็นในการนำไปต่อยอดกับการทำงานได้หรือไม่ นั่นเอง

Part 4 Work Experience (Internship & Part-time)

แม้ว่าเราจะไม่มีประสบการณ์การทำงานอย่างจริงจัง ก็ควรที่จะขึ้นต้นหัวข้อด้วย Work Experience เพราะการฝึกงานหรือการทำงานนอกเวลา (Part-time) ก็นับว่าเป็นประสบการณ์หนึ่งที่เคยเกิดขึ้นจากการลงพื้นที่การทำงานจริงๆ รู้อย่างนี้แล้วก็อย่าลืมใช้เวลาว่างระหว่างปิดภาคเรียนเพื่อหาประสบการณ์มาใส่ในเรซูเม่สำหรับน้องๆ ที่กำลังศึกษาอยู่ สำหรับรูปแบบการเขียนก็ให้เริ่มจาก ชื่อสถานประกอบการ (วันเดือนปีที่ทำงาน) ข้อมูลคร่าวๆ เกี่ยวกับสถานประกอบการเพื่อให้เกิดความน่าสนใจ และท้ายที่สุดคือตำแหน่งงาน ซึ่งมีรายละเอียดของงานที่ได้ทำแล้วนั้นแยกเป็นข้อๆ ให้ชัดเจน

Part 1 ชื่อและข้อมูลติดต่อ
ส่วนนี้เปรียบเสมือนนามบัตร ที่ประกอบไปด้วย ชื่อ นามสกุล ที่อยู่ และข้อมูลติดต่ออื่นๆ เช่น อีเมล์ เบอร์โทรติดต่อ หรือแพลตฟอร์มที่โชว์ความเป็นมืออาชีพอย่าง LinkedIn หรือ GitHub สำหรับ นศศ. ไอที โดยทำเป็น Hyperlink ที่สามารถคลิกได้เพื่อความง่ายในการเข้าถึงข้อมูล
Part 2.1 Personal Statement
เริ่มต้นการเขียนด้วยการตั้งหัวข้อที่เป็นจุดประสงค์ในการสมัครงานครั้งนี้ เพื่อย้ำเตือนให้ฝ่ายบุคคลทราบว่าเรากำลังสนใจตำแหน่งใด จากนั้นจึงขยายความในอีกย่อหน้าหนึ่งที่เรียกว่า “Personal Statement” โดยสรุปใจความสำคัญทั้งหมดของเรซูเม่ เราเป็นใคร จบจากที่ไหน กำลังมองหาอะไร และมีทักษะใดที่น่าจะส่งเสริมกับการทำงานในตำแหน่งนี้
Part 2.2 ประวัติการศึกษา
ใส่ข้อมูลของสถาบันล่าสุดไปเก่าสุดตามลำดับ รูปแบบการเขียนที่นิยมคือ ชื่อสถาบัน (ปีที่สำเร็จหรือคาดว่าจะสำเร็จการศึกษา) ปริญญาและสาขาที่จบ โดยปิดท้ายด้วยเกรดเฉลี่ย นอกจากนี้ควรไฮไลท์หลักสูตรการเรียนการสอนในคอร์สเรียนที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งงานที่สมัครเพื่อเรียกความสนใจจากฝ่ายบุคคล
Part 3 Selling Point
ส่วนที่สามเรียกได้ว่าเป็นจุดขายของเราก็ว่าได้ กิจกรรมและความสนใจ (Activities & Interests) รวมถึงความสำเร็จ (Achievements) และทักษะต่างๆ (Skills) ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงมัธยมศึกษาตอนปลายจนถึงปัจจุบันจะนำมาใส่ในส่วนนี้ที่เปรียบกับแฟ้มสะสมผลงานแสดงถึงความรับผิดชอบต่อชีวิตวัยเรียน สังคม และทักษะที่จำเป็นในการนำไปต่อยอดกับการทำงาน
Part 4 Work Experience
การฝึกงานหรือการทำงานนอกเวลาก็นับว่าเป็นประสบการณ์หนึ่งที่เคยเกิดขึ้นจากการลงพื้นที่การทำงานจริงๆ สำหรับรูปแบบการเขียนก็ให้เริ่มจาก ชื่อสถานประกอบการ (วันเดือนปีที่ทำงาน) ข้อมูลคร่าวๆ เกี่ยวกับสถานประกอบการเพื่อให้เกิดความน่าสนใจ และท้ายที่สุดคือตำแหน่งงาน ซึ่งมีรายละเอียดของงานที่ได้ทำแล้วนั้นแยกเป็นข้อๆ ให้ชัดเจน

แอดมินก็ขออำนวยอวยชัยให้น้องๆ นักศึกษาที่เพิ่งจะสำเร็จการศึกษาทุกท่าน ให้ได้งานตามความมุ่งมาดปรารถนาเพื่อทำหน้าที่เป็นกำลังของชาติและเป็นเสาหลักของครอบครัวในโอกาสต่อไป ความสำเร็จอยู่ไม่ไกลค่ะ!