ไม่ผ่านโปรแน่ๆ ถ้ายังมีพฤติกรรมแย่ๆ แบบนี้

Published on January 10, 2019

jitrkarn sakrueangrit

Jitrkarn Sakrueangrit
Content Writer & Marketing Manager

jitrkarn sakrueangrit

Jitrkarn Sakrueangrit
Content Writer & Marketing Manager

Probation หรือช่วงทดลองงาน มักถูกเรียกให้สั้นกระชับว่า “ช่วงโปร” โดยมักจะกินระยะเวลา 3 – 4 เดือนขึ้นอยู่กับสัญญาจ้างที่นายจ้างจัดทำขึ้นมา หลายคนเข้าใจผิด คิดว่าช่วงโปรเป็นช่วงที่สบายที่สุดของการทำงาน เพราะไม่ต้องทำงานมากเท่ากับพนักงานคนอื่น เพราะต้องเรียนรู้งานและมีพี่ๆ คอยดูแล ซึ่งในความเป็นจริงแล้วนั้นช่วงโปรถือเป็นช่วงที่อันตรายที่สุดของการทำงาน เนื่องจากหัวหน้างานสามารถยืดระยะเวลาออกไปได้อีกหากเห็นว่าคุณไม่พร้อมหรือเลวร้ายไปกว่านั้นคุณอาจจะถูกเลิกจ้างเนื่องจากไม่ผ่านโปร คำถามก็คือพฤติกรรมแบบไหนล่ะ ที่จะพาคุณไปเสี่ยงกับสถานการณ์นี้?

1. ไม่ตั้งใจทำงาน

เมื่อได้รับมอบหมายให้ทำงานบางอย่างก็ทำแบบขอไปที อาศัยช่วงโปรในการอู้งานเอาเสียดื้อๆ เพราะคิดว่าไม่เป็นไรและงานดังกล่าวก็อยู่ในความรับผิดชอบของรุ่นพี่ที่สอนงานไม่ใช่ของตัวเองจริงๆ สักหน่อย เส้นหมี่เอ็มเคลวกไม่ลวกไม่รู้ รู้แค่ว่าน้องทำงานลวก (ๆ) มาก ทำแบบส่งๆ ไปให้เสร็จเสมือนนั่งปั่นงานคืนสุดท้ายก่อนส่งตอนเรียนมหา’ลัย ชีวิตคุณก็จะบรรลัยเอาซะง่ายๆ

2. ทำงานพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

คำกล่าวที่ว่า “ทุกคนล้วนเคยผิดพลาด คนที่ไม่ผิดพลาดเลยคือคนที่ไม่เคยทำอะไรเลย” คงใช้ไม่ได้กับคนที่ทำงานพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นแน่ เพราะมันชี้ให้เห็นแล้วว่าคุณไม่เคยได้เรียนรู้อะไรจากข้อผิดพลาดเหล่านั้นเลย แต่ถ้าคุณไม่ทราบถึงวิธีการแก้ไขปัญหานั้นจริงๆ ควรหาทางออกด้วยการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากเพื่อนร่วมงานคนอื่นเพื่อเช็กว่าคุณพลาดตรงไหนไป

3. ไม่พัฒนาตัวเอง

จริงอยู่ที่ว่า เด็กใหม่ต้องให้รุ่นพี่คอยสอนงาน แต่การที่เอาแต่รอคำชี้แนะอยู่ตลอดจึงจะทำงานได้เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ เพราะนอกจากคุณจะดูไม่กระตือรือร้นในการทำงานแล้วยังกลายเป็นคนไม่เอาไหนในสายตาของหัวหน้า ดังนั้นคุณจึงจำเป็นต้องพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ มีหัวคิดริเริ่มอย่างสร้างสรรค์ คอยสังเกตุการณ์และเรียนรู้งานด้วยตนเองก่อน โดยสามารถยิงคำถามได้ทุกเมื่อถ้ามีส่วนไหนที่ข้องใจ

4. ระบายเรื่องงานบนโลกโซเชียล

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ว่าเหตุการณ์พนักงานถูกไล่ออกจากการระบายอารมณ์เรื่องงานบนโลกโซเชียลมีอยู่จริงๆ คุณอาจจะคิดว่า Facebook เป็นพื้นที่ส่วนตัวที่ใครจะทำอะไรก็ได้ แต่ถ้าหากเนื้อหาที่โพสต์มีความรุนแรง สร้างความเสียหายโดยมีการพาดพิงถึงบุคคลหรือองค์กร เรื่องส่วนตัวอาจจะไม่ใช่เรื่องส่วนตัวอีกต่อไป ยุคสมัยนี้ พรบ. คอมพิวเตอร์สามารถตามเช็คบิลคุณได้ง่ายๆ ทางที่ดีควรคิดก่อนโพสต์นะจ้ะ เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน!

5. ติดโทรศัพท์

เข้าใจว่าเด็กเจเนอเรชั่นนี้ส่วนใหญ่เติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยีแบบขั้นนสุด สมาร์ทโฟนได้กลายเป็นอวัยวะลำดับที่ 33 ของร่ายกายไปแล้ว ทำให้ต้องเช็คมือถือในแทบทุกๆ 5 นาทีหรือทันทีที่มีการแจ้งเตือน ซึ่งส่งผลกระทบกับการทำงานโดยตรง ลองนึกภาพว่าคุณกำลังทำธุรกรรมทางการเงินที่ธนาคารแห่งหนึ่ง แต่พนักงานที่ให้บริการคุณกลับทำงานไปเล่นมือถือไป มันคงเป็นภาพที่ชวนให้คุณหัวเสียไม่ใช่น้อย พนักงานที่ดีควรรู้จักกาลเทศะ แบ่งเวลาให้เป็น

6. มาสาย

ความตรงต่อเวลาเป็นสิ่งสำคัญลำดับต้นๆ ของการทำงานที่ไม่ควรมองข้าม นอกจากจะแสดงถึงความรับผิดชอบแล้วยังแสดงถึงความใส่ใจในงาน แม้จะมีเหตุผลร้อยแปดที่จะทำให้มาทำงานสาย ไม่ว่าจะเพียงแค่หนึ่งนาทีหรือหนึ่งวินาทีในสายตาของหัวหน้างานแล้วก็คือการมาสายโดยปราศจากความรับผิดชอบต่อตัวเอง หากคุณคิดสักนิดว่าควรจะออกจากบ้านให้เร็วขึ้นก่อนที่รถจะติด ตื่นให้เร็วขึ้นสักหน่อยเผื่อเวลาแต่งตัว ปัญหาการมาสายก็จะกลายเป็นเพียงเรื่องขี้ผงที่ใครๆ ก็ทำได้ถ้าตั้งใจ

7. ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานย่ำแย่

คุณจะไม่มีทางประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานได้เลยหากคุณมีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีกับเพื่อนร่วมงาน เพราะไม่มีใครเก่งไปซะทุกเรื่อง ดังนั้นเราจึงต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน การทำงานเป็นทีมจะช่วยปกปิดจุดด้อยหรือด้านที่คุณไม่ถนัดและในขณะเดียวกันคุณก็จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับเพื่อนร่วมงานในส่วนที่พวกเขายังไม่มั่นใจ ถ้าหากวันนี้คุณล้มเหลวในการปฏิสัมพันธ์กับพวกเขาแล้วมันจะกลายเป็นเหมือนมะเร็งร้ายที่ลุกลามและทำให้ทุกคนทำงานไม่สำเร็จตามเป้าหมาย