เขียนเรซูเม่อย่างไรให้ปัง ฉบับ creative resume

Published on June 17, 2018

jitrkarn sakrueangrit

Jitrkarn Sakrueangrit
Content Writer & Marketing Manager

jitrkarn sakrueangrit

Jitrkarn Sakrueangrit
Content Writer & Marketing Manager

      Resume หรือประวัติส่วนตัวที่ใช้สมัครงานมักเป็นปัญหาของใครหลายคนที่ไม่รู้จะเริ่มต้นเขียนยังไงดี วันนี้แอดมินมีคำแนะนำในการเขียนเรซูเม่ที่เป็นกระแสมาแรงอย่าง Creative Resume หรือประวัติงานแบบสร้างสรรค์ ซึ่งหลายๆท่านอาจจะเคยผ่านหูผ่านตามาบ้างแล้ว สำหรับ pattern หรือ template เจ๋งๆ ที่แชร์กันหลักหมื่นใน Facebook แต่วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับมันให้มากขึ้น ต่างจากการเขียนเรซูเม่แบบธรรมดาอย่างไร 
      โดยปกติแล้วหากพูดถึงการเขียนเรซูเม่ เรามักจะนึกถึงรูปแบบของกระดาษสีขาวที่มีข้อความอยู่เต็มไปหมด ดูเป็นทางการ ซึ่งในปัจจุบันยังคงนิยมใช้อยู่ในบริษัทที่ conservative (อนุรักษ์นิยม) และบริษัทของทางราชการ แต่ในยุคที่บริษัทใหม่ๆผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดตอบรับคน Gen-Y ที่มีความคิดแบบเปิดกว้าง ทันสมัย ทำให้ creative resume เริ่มเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย หลีกหนีจากรูปแบบเดิมๆ ที่มีแต่ข้อความเพียงอย่างเดียวให้มีสีสัน และน่าอ่านมากยิ่งขึ้น เรียกได้ว่าเปิดโอกาสให้รังสรรค์ผลงานให้ถูกตาต้องใจ เหล่า HR สมัยใหม่ให้หยิบขึ้นมาอ่านจากกองประวัติงานที่ส่งเข้ามาเป็นพันๆแผ่น วันนี้แอดมินหยิบยกมาเพียงรูปแบบที่เห็นกันบ่อยที่สุดและเขียนง่ายที่สุดมาให้ผู้อ่านเอาไปลองปรับใช้กับของตัวเองดูค่ะ  Creative resume มีส่วนที่นิยมใส่เข้าไปถึง 8 หัวข้อดังต่อไปนี้

1. Name Card
ส่วนนี้ให้ลองนึกถึง Business Card หรือนามบัตร ซึ่งประกอบไปด้วย ชื่อ นามสกุล และข้อมูลติดต่ออย่างเช่น เบอร์โทรศัพท์ อีเมล์ และที่อยู่ปัจจุบัน ส่วนนี้ควรเป็นพื้นที่ๆ เห็นเด่นชัดที่สุด เพราะ HR สามารถติดต่อเราได้ทันที คุณอาจจะใส่รูปโปรไฟล์ที่ดู Professional มากที่สุด ยิ้มได้ค่ะ ไม่จำเป็นต้องเป็นรูปถ่ายนิ้วครึ่งสมัครงานที่ร้านถ่ายรูป
ข้อแนะนำ: คุณอาจจะแทรกรูปภาพพื้นหลังที่สัมพันธ์กับตำแหน่งงานที่คุณสมัคร หรืออาจจะเป็นสีพื้นๆที่ไม่สว่างจ้า แสบสันจนเกินไป

2. Career Objective
ส่วนนี้คือข้อความสั้นๆ หนึ่งย่อหน้าที่คุณอยากจะบอกกับหัวหน้างานในตำแหน่งที่คุณสมัครว่า คุณมีทักษะความสามารถใดที่จะส่งเสริมให้องค์กรหรือทีมนั้นๆบรรลุเป้าหมายได้ หลีกเลี่ยงข้อความในเชิงที่แสดงว่าคุณอยากได้อะไรจากองค์กร เป็นต้นว่า ถ้าได้งานนี้จะทำให้อาชีพการงานของคุณก้าวหน้า

3. Personal data/ Personal Detail
ให้คุณระบุข้อมูลส่วนตัวลงในส่วนนี้ เช่น วันเดือนปีเกิด อายุ ส่วนสูง น้ำหนัก สัญชาติ เพศ สถานภาพสมรส และสถานภาพทางการทหาร เพราะบางตำแหน่งอาจมี ข้อกำหนดเหล่านี้ร่วมอยู่ด้วยอย่างพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่ต้องการทราบส่วนสูง เป็นต้น

4. Language Skills
ความสามารถทางด้านภาษา ให้คุณระบุทุกภาษาที่คุณใช้สื่อสารลงไป โดยอาจจะใช้ term เหล่านี้ระบุถึงระดับความสามารถ
Native : เป็นเจ้าของภาษา
Fluent : ใช้ภาษาได้ในระดับดีมากคล้ายเจ้าของภาษา
Conversant/Intermediate : ใช้ภาษาได้ในระดับกลาง สื่อสารได้
Basic knowledge : ใช้ภาษาได้ในระดับพื้นฐาน
ข้อแนะนำ: หากคุณมีคะแนนจากผลการสอบอย่าง TOEIC, JLPT, HSK และอื่นๆ สามารถแทรกเข้าไปได้ในส่วนนี้

5. Education
ส่วนของการศึกษา ให้คุณเรียงลำดับจากสถานศึกษาล่าสุดย้อนกลับไปยังสถานศึกษาในอดีต
โดยรูปแบบของการเขียนคือ เดือนปีที่เริ่มเรียนถึงเดือนปีที่เรียนจบ สถาบันที่ศึกษา, วุฒิการศึกษา, และ GPA (ถ้าเกิน 3)
ตัวอย่างเช่น หากคุณเรียนจบปริญญาโท คุณควรเริ่มเขียนจาปริญญาโทก่อน แล้วค่อยต่อด้วยปริญญาตรี

ส่งเรซูเม่แล้วรอเรียกสัมภาษณ์ เตรียมความพร้อมได้ที่นี่ คลิกเลย

6. Working Experience
ส่วนนี้เป็นส่วนสำคัญที่สุด โดยเฉพาะการสมัครงานในตำแหน่งที่ต้องการประสบการณ์มากกว่า 2 ปี คุณอาจวางส่วนนี้ก่อนหน้าส่วนของการศึกษาก็ได้ วิธีการเขียนเหมือนกับส่วนของการศึกษาตรงที่ให้คุณเรียงลำดับจากงานล่าสุดก่อน รูปแบบของการเขียนคือ เดือนปีที่เริ่มเข้าทำงานจนถึงเดือนปีที่สิ้นสุดการทำงาน ชื่อบริษัทใช้ตัวหนาเพื่อเน้นข้อความ ตามด้วยชื่อตำแหน่งซึ่งใช้ตัวเอียงเพื่อเน้นความสำคัญ อีกบรรทัดหนึ่งคุณควรใส่รายละเอียดของงานที่คุณทำ ลักษณะของงานและหน้าที่รับผิดชอบ ในส่วนของผู้สมัครที่ทำงานด้านไอที คุณควรใส่ Project ที่คุณทำ หน้าที่รับผิดชอบและเทคโนโลยีที่คุณใช้ เพื่อให้ Hiring manager เห็นถึงความสามารถที่คุณมี และทราบว่าคุณเหมาะกับการทำงานในองค์กรของเขาในตำแหน่งที่สมัครไว้ไหม

7. Certificates & Trainings
หากคุณมีใบประกาศนียบัตร หรือคอร์สอบรมทางวิชาการต่างๆ ควรใส่ตรงส่วนนี้เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจให้กับ Hiring manager ว่าคุณมีใบประกาศมาการันตีความสามารถนอกจากประสบการณ์การทำงานอีกด้วย

8. References
และที่ขาดไม่ได้คือส่วนของการอ้างอิง โดยที่คุณควรใส่บุคคลที่อ้างอิงได้ว่าคุณทำงานหรือเคยทำงานจริงในบริษัทนั้นๆ และควรจะเป็นบุคคลที่มีความสัมพันธ์อันใกล้ชิดในการทำงาน อาจจะเป็นเจ้านายของคุณเองเพราะหาก HR โทรเข้ามาสอบถามถึงลักษณะการทำงานของคุณ เขาควรจะเป็นคนที่ตอบได้ชัดเจนและถูกต้องที่สุด แต่ถ้าคุณกลัวเขาจะทราบว่าคุณมีแผนที่จะลาออกและไม่อยากให้ HR โทรไปสอบถามหากไม่จำเป็นก็อาจจะใส่ข้อความเก๋ๆว่า upon request

เด็กจบใหม่ เขียนเรซูเม่ยังไงดี?
ดาวโหลด Resume Template ฟรี! ที่นี่
เช็คด่วน! เขียนเรซูเม่ยังไง ไม่ให้โป๊ะ

1. Name Card
ส่วนนี้ให้ลองนึกถึง Business Card หรือนามบัตร ซึ่งประกอบไปด้วย ชื่อ นามสกุล และข้อมูลติดต่ออย่างเช่น เบอร์โทรศัพท์ อีเมล์ และที่อยู่ปัจจุบัน ส่วนนี้ควรเป็นพื้นที่ๆ เห็นเด่นชัดที่สุด เพราะ HR สามารถติดต่อเราได้ทันที คุณอาจจะใส่รูปโปรไฟล์ที่ดู Professional มากที่สุด ยิ้มได้ค่ะ ไม่จำเป็นต้องเป็นรูปถ่ายนิ้วครึ่งสมัครงานที่ร้านถ่ายรูป คุณอาจจะแทรกรูปภาพพื้นหลังที่สัมพันธ์กับตำแหน่งงานที่คุณสมัคร หรืออาจจะเป็นสีพื้นๆที่ไม่สว่างจ้า แสบสันจนเกินไป
2. Career Objective
ส่วนนี้คือข้อความสั้นๆ หนึ่งย่อหน้าที่คุณอยากจะบอกกับหัวหน้างานในตำแหน่งที่คุณสมัครว่า คุณมีทักษะความสามารถใดที่จะส่งเสริมให้องค์กรหรือทีมนั้นๆบรรลุเป้าหมายได้ หลีกเลี่ยงข้อความในเชิงที่แสดงว่าคุณอยากได้อะไรจากองค์กร เป็นต้นว่า ถ้าได้งานนี้จะทำให้อาชีพการงานของคุณก้าวหน้า
3. Personal Data
ให้คุณระบุข้อมูลส่วนตัวลงในส่วนนี้ เช่น วันเดือนปีเกิด อายุ ส่วนสูง น้ำหนัก สัญชาติ เพศ สถานภาพสมรส และสถานภาพทางการทหาร เพราะบางตำแหน่งอาจมี ข้อกำหนดเหล่านี้ร่วมอยู่ด้วยอย่างพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่ต้องการทราบส่วนสูง เป็นต้น
4. Language Skills
ความสามารถทางด้านภาษา ให้คุณระบุทุกภาษาที่คุณใช้สื่อสารลงไป โดยอาจจะใช้ term เหล่านี้ระบุถึงระดับความสามารถ Native เป็นเจ้าของภาษา | Fluent ใช้ภาษาได้ในระดับดีมากคล้ายเจ้าของภาษา | Intermediate ใช้ภาษาได้ในระดับกลาง สื่อสารได้ | Basic knowledge ใช้ภาษาได้ในระดับพื้นฐาน หากคุณมีคะแนนจากผลการสอบอย่าง TOEIC, JLPT, HSK และอื่นๆ สามารถแทรกเข้าไปได้ในส่วนนี้
5. Education
ส่วนของการศึกษา ให้คุณเรียงลำดับจากสถานศึกษาล่าสุดย้อนกลับไปยังสถานศึกษาในอดีต โดยรูปแบบของการเขียนคือ เดือนปีที่เริ่มเรียนถึงเดือนปีที่เรียนจบ สถาบันที่ศึกษา, วุฒิการศึกษา, และ GPA (ถ้าเกิน 3) ตัวอย่างเช่น หากคุณเรียนจบปริญญาโท คุณควรเริ่มเขียนจาปริญญาโทก่อน แล้วค่อยต่อด้วยปริญญาตรี
6. Working Experience
ส่วนนี้เป็นส่วนสำคัญที่สุด โดยเฉพาะการสมัครงานในตำแหน่งที่ต้องการประสบการณ์ คุณอาจวางส่วนนี้ก่อนหน้าส่วนของการศึกษาก็ได้ วิธีการเขียนเหมือนกับส่วนของการศึกษา รูปแบบของการเขียนคือ เดือนปีที่เริ่มเข้าทำงานจนถึงเดือนปีที่สิ้นสุดการทำงาน ชื่อบริษัทใช้ตัวหนาเพื่อเน้นข้อความ ตามด้วยชื่อตำแหน่งซึ่งใช้ตัวเอียงเพื่อเน้นความสำคัญ อีกบรรทัดหนึ่งคุณควรใส่รายละเอียดของงานที่คุณทำ ลักษณะของงานและหน้าที่รับผิดชอบ
7. Certificates & Trainings
หากคุณมีใบประกาศนียบัตร หรือคอร์สอบรมทางวิชาการต่างๆ ควรใส่ตรงส่วนนี้เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจให้กับ Hiring manager ว่าคุณมีใบประกาศมาการันตีความสามารถนอกจากประสบการณ์การทำงานอีกด้วย
8. References
และที่ขาดไม่ได้คือส่วนของการอ้างอิง โดยที่คุณควรใส่บุคคลที่อ้างอิงได้ว่าคุณทำงานหรือเคยทำงานจริงในบริษัทนั้นๆ และควรจะเป็นบุคคลที่มีความสัมพันธ์อันใกล้ชิดในการทำงาน อาจจะเป็นเจ้านายของคุณเองเพราะหาก HR โทรเข้ามาสอบถามถึงลักษณะการทำงานของคุณ เขาควรจะเป็นคนที่ตอบได้ชัดเจนและถูกต้องที่สุด แต่ถ้าคุณกลัวเขาจะทราบว่าคุณมีแผนที่จะลาออกและไม่อยากให้ HR โทรไปสอบถามหากไม่จำเป็นก็อาจจะใส่ข้อความเก๋ๆว่า upon request
เด็กจบใหม่ เขียนเรซูเม่ยังไงดี?
เช็คเลยที่นี่!!
DOWNLOAD